![]() |
|
Spaces home Mind's PrisonerPhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
Mind's Prisoner |
|||||||||||||||||||||||||||||||||
June 18 Just believe in destiny...นานมากแล้วที่ไม่ได้แวะมาระบายอะไรที่นี่ คงเพราะชีวิตที่มันราบเรียบเสียจนไม่รู้จะเขียนอะไร
คุยกับผู้คนน้อยลง แทบไม่ได้ใช้โทรศัพท์เกินห้านาทีเลยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตส่วนใหญ่ ก็วนเวียนอยู่กับออฟฟิซและร้าน แล้วก็หมกมุ่นอยู่กับปัญหาเรื่องร้าน ที่นับวันยิ่งมีลูกค้าน้อยลง เปิดเทอมแล้วก็ยังไม่ค่อยจะดีขึ้นเท่าไหร่ และเหนื่อยบรรลัย เมื่อคืนกว่าจะได้นอนเกือบตีสี่ ใช้เวลา ไปกับการล้างจานกองพะเนิน แล้วก็เก็บกวาดร้าน ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เปิดเทอม ก็เริ่มมีคำถามกับตัวเองบ่อยครั้งขึ้นว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันคุ้มเหนื่อยแล้วเหรอ? โดยเฉพาะเวลาที่เพื่อนชวน ไปไหนแล้วไปไม่ได้ เพราะไม่อยากปิดร้าน แถมเปิดร้านไปก็ไม่มีคน ยิ่งร้านเพื่อนข้างๆมีคนมากกว่าก็ยิ่ง กดดันความรู้สึกตัวเองเข้าไปใหญ่ เริ่มมีความรู้สึกว่าอยากเลิกทำแว่บเข้ามาในหัวบ่อยครั้งขึ้น แล้วก็จะรู้สึก ดีขึ้นเวลามีคนมากินแล้วกินหมด หรือ มีคนชมว่าอร่อย ก็ทำให้มีกำลังใจทำต่อไปได้อีกซักพักก่อนที่จะกลับ มารู้สึกเหมือนเดิมอีกเป็นพักๆ สรุปว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะแฮปปี้กับการทำอาหารให้คนอื่นกินเสียมากกว่า จะคาดหวังรายได้อะไร เพราะดูๆแล้วถ้ายังทำคนเดียวแบบนี้ไปเรื่อยๆ ยังไงก็ไม่มีทางได้กำไรอะไรมากมาย เพราะสปีดในการทำของตัวเองมันช้าเอามากๆ ถ้ามากันสี่คนจานสุดท้ายจะออกเอาก็ตอนที่คนที่2กินหมดพอดี ในขณะที่จานที่สามหมดไปแล้วค่อนจาน T_T ดูจากสีหน้าและแววตาคุณลูกค้าที่มาเป็นหมู่คณะแล้ว คงไม่แฮปปี้ กันเท่าไหร่ ตั้งใจจะเขียนเรื่องนึงดันมาออกเรื่องร้านอีกจนได้ หลากหลายความคิดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว
ก็เป็นอีกหนึ่งความคิดที่วนเวียนกันเข้ามาในหัว ระหว่างที่นั่งหง่าวไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ส่วนใหญ่ก็ จะเริ่มจากความรู้สึกที่ว่าทำไมไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเลยวะ แล้วก็พาลนึกย้อนไปถึงความผิดพลาด ครั้งเก่าๆ ให้ความรู้สึกของการโดนทรยศ หักหลัง โดนทิ้ง ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งมันสะเทือนใจเล่น แล้วก็จบด้วยความคิดที่ว่าจะยังมีโอกาสได้พบเจออะไรแบบนั้นอีกหรือเปล่า? แล้วทำไมมันถึงไม่มาซักทีวะ นี่ก็เกือบสองปีแล้ว จะบอกว่าไม่มีใครผ่านเข้ามาเลยก็ไม่เชิง
แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวเราเองเสียมากกว่า เพราะจะว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดมาไม่เคยจีบผู้หญิงเชิงรุกเลย แม้แต่ครั้งเดียว ฟังดูไม่น่าจะเป็นคนโดนแฟนทิ้งมาแล้วถึงสี่คนได้เลย แต่เราก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เวลาสนใจใคร ก็ไม่เคยที่จะพูดอะไรตรงไปตรงมา หรือแสดงอาการแบบให้เห็นได้ชัดเจนเลยซักครั้ง อาศัยใช้ความเอาใจใส่ แสดงออกพอให้แค่รู้สึกระคายบริเวณผิวหนัง จนทนรำคาญไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเริ่มเองเสียทุกครั้ง
เพิ่งจะมารับรู้เอาทีหลังว่าเป็นลักษณะที่น่ารำคาญอย่างหนึ่งในความรู้สึกของผู้หญิง แต่ถึงจะรู้ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยน แปลงอะไรได้ มันเป็นสันดานที่ถูกฝังลงใน DNA ตั้งแต่เกิดเสียแล้ว จะให้ลุกขึ้นมากล้าทำอะไรตอนนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก ตั้งแต่จำความได้ ก็โดนปลูกฝังให้เป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเสียแล้ว ไม่ว่าจะพ่อ แม่ พี่ ครูที่โรงเรียน และ ฯลฯ มักจะ กรอกหูด้วยคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีแต่ข้อให้ติ มีแต่ข้อด้อยเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น จนทำให้รู้สึกเชื่อไปตามนั้นจริงๆ สุดท้ายก็โตมาเป็นคนไร้ซึ่งความมั่นใจในตัวเอง ติดอยู่ในบุคคลิกและความคิด ไม่เคยมั่นใจเลยซักครั้งว่าตัวเองจะดีพอ สำหรับใคร ไม่น่าจะพยายามหลอกตัวเองยังไงก็ยังไม่เซ้วอยู่ดี ก็ด้วยนิสัยแบบนี้ หลายครั้งถึงต้องมานั่งโทษตัวเอง หรือนึกเสียใจทีหลังว่าทำไมตอนนั้นเราไม่พูดหรือทำอะไรบ้าง
เวลาได้รับรู้ว่าคนที่เรารู้สึกดีด้วย มีคนอื่นเข้ามาทำในสิ่งที่ควรจะทำแล้วก็พากันจากไป หนแล้วหนเล่า ถึงอย่างนั้นก็ ยังไม่สามารถจะก้าวข้ามแนวรั้วที่ปิดกั้นตัวเองออกไปได้เสียที ทำได้ก็แค่เพียงรอคนที่ห้าที่จะหน้ามืดตามัวก้าวข้ามรั้วมา ซึ่งจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ได้แต่หวังว่าโชคชะตาคงจะไม่ ใจร้ายกันเกินไป อีกใจก็เตรียมคิดไว้แล้วว่าถ้าต้องแก่ไปคนเดียวจะไปอยู่วัดไหนดี T_T เฮ้อ ก็คงไม่แย่ขนาดนั้นหรอกนะ "จงเชื่อมั่นในโชคชะตา" บอกตัวเองกรอกหูมันไว้ทุกวัน อีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว -_-' March 24 ยิ่งรับรู้ก็ยิ่งเจ็บปวดมันคงเป็นความซวยของผมเอง? วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
......................................................................................... February 14 Valentine dayวาเลนไทน์อีกแล้ว เท่าที่เคยจำได้เราไม่เคยมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับวาเลนไทน์เลย เพราะเราไม่เคยคิดว่ามันเป็นวันสำคัญ และความคิดนี้มันทำให้ใครหลายคนในอดีตรู้สึกเสียใจ และเท่าที่จำได้มีสองครั้งที่วาเลนไทน์เป็นช่วงเวลาที่เรากำลังทุกข์ ทรมานกับการสูญเสียความรัก กำลังดิ้นรนเพื่อกอบกู้มันกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรนอกจากความทรงจำร้ายๆที่เพิ่มขึ้น การอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีความสุขกับเรื่องที่เรากำลังทุกข์นี่มันเป็นอะไรที่หัวเราะไม่ออกเลยจริงๆ ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่วันนี้จะผ่านไปอย่างไร้ความหมาย ผู้คนมากมายต่างส่งคำอวยพรมาให้ รวมถึงใครบางคนจากอดีต ความทรงจำ บางอย่างถูกสะกิดให้นึกถึงผ่านเข้ามาทำให้รู้สึกเหงา แล้วก็โหยหาสิ่งที่เรียกว่าความรักขึ้นมาบ้าง แต่ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันคงไม่มี ได้แต่บอกตัวเองว่าซักวันก็คงจะได้มีวาเลนไทน์ที่ดีกับเขาบ้าง . . . Here comes the day of love again for me it always the day of lose love plenty of sad memories in my mind and this year it still meaning nothing to me but never mind, I used to with it... For the day of love this year I wish you get the better life better love and better opportunities wish all your dream comes true all the good things happen to you from now till forever... Happy Valentine Day.... February 12 One year....แล้วก็ผ่านไป 1 ปีเต็มกับการจากไปของใครบางคน
แต่ในชีวิตจริง หลายเดือนที่ผ่านมา คนคนนั้นยังวนเวียนอยู่รอบๆตัว ไม่เคยมีครั้งไหนที่เจอ แล้วทำใจให้ปรกติได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เคยถามตัวเองว่าทำไมถึงยังเห็นคนคนนี้
เป็นคนธรรมดาคนนึงเหมือนคนทั่วไปไม่ได้เสียที ยังคงเสียสมาธิ จิตสับสน ไปจนถึงจิตตก อยากเดินหนีออกไปที่ไหนไกลๆไม่รับรู้เรื่องราวอะไรอีก ยิ่งพยายามหาคำตอบ ก็ยิ่งคลุมเครือเลือนรางหาความชัดเจนไม่ได้ * เรายังรักคนคนนี้อยู่ ก็คงใช่ เพราะเราไม่เคยเลิกรักใครได้ง่ายๆเลยสักครั้ง
ถ้าเป็นเรื่องนี้ ก็คงต้องใช้เวลารอให้ใครสักคนเข้ามาแล้วทำให้เรารักได้อีกครั้ง แต่มันก็คงไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนี้หายไป เพียงแค่กลบฝังมันลึกลงไปในใจ ห่อหุ้มมันไว้ด้วยเปลือกแห่งกาลเวลา เมื่อมีอะไรมาสะกิด มันก็จะเล็ดรอด ออกมาได้อีกเป็นระยะๆ * รู้สึกเศร้ากับสิ่งที่เขาเป็น ก็อาจจะใช่อีก จากสิ่งที่ได้ยินมาเราอยากให้เขามีชีวิตที่ดีกว่านี้
เราไม่เคยรู้มาตลอดว่าเป้าหมายในชีวิตของคนคนนี้คืออะไร จริงๆแล้วนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ เขาต้องการก็ได้ การตัดสินคนอื่นด้วยมุมมองของตัวเองโดยเฉพาะคนที่เราแคร์มากๆ ก็มีแต่จะทำร้ายตัวเราเองเปล่าๆ พยายามบอกตัวเองว่าเขาดูแลตัวเองได้ แต่บางครั้ง ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก สุดท้ายก็ต้องอาศัยเวลาและเรื่องราวอื่นๆที่ไหลกันมาตาม สายธารเวลาค่อยๆพัดเอาเรื่องพวกนี้ไหลผ่านความคิดเราไป * โกรธ ความรู้สึกนี้อาจจะมีอยู่บ้างลึกๆในใจ แต่มันก็ถูกแปรรูปให้กลายเป็นความเสียใจ
น้อยใจ กับสิ่งที่เขาเคยทำกับเราไว้ ทั้งๆที่รู้ว่าเรามีแต่เจตนาจิตที่ดีให้กับเขามาตลอด ถึงแม้ว่าการกระทำหลายๆอย่างที่เขาทำกับเรามันจะเลวร้าย แต่ก็ไม่เคยถึงจุดที่ทำให้ เราเกลียดคนคนนี้ได้เลยสักครั้ง ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เราถึงต้องยอม และให้อภัย กับทุกๆเรื่องที่เขาทำได้ตลอด หลายคนบอกให้หัดโกรธเสียบ้าง คิดในแง่ร้ายเสียบ้าง มันก็คิดได้แต่มันก็จะถูกย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว เหลือแต่ความรู้สึกขื่นๆในใจให้ปวด แปลบๆในร่างกายเวลานึกถึง * อยากให้เขากลับมา มีหลายครั้งที่จิตตกและอ่อนแอ ก็อดรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ การอยู่คนเดียว
บนโลกโดยไม่มีใครให้ได้เปิดใจบางครั้งมันก็เหงาเกินไป โชคยังดีที่คราวนี้เรายังมีเพื่อน มีสังคมอยู่บ้าง มีกิจกรรมอื่นๆที่ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลามา นั่งจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้มากนัก แต่เมื่อไรที่ต้องอยู่กับตัวเองและความรู้สึกนี้เข้ามา ก็มีแต่ต้องใช้ความจริงบอกกับตัวเอง นึกถึงคำพูดทุกคำที่เขาพูดตอนที่เขาเลือกที่จะไป เราไม่เคยเป็นสิ่งที่เขาต้องการ นั่นคือความจริงที่ต้องยอมรับ ถึงมันจะเจ็บปวดบ้างแต่ มันก็หยุดความคิดฟุ้งซ่านได้ชะงัก เหลือไว้แต่ความเจ็บปวดในใจที่ต้องปล่อยให้มัน ทำร้ายเราไปจนมันจางหายไปเอง ยังอาจจะมีแง่มุมอื่นๆที่คิดวนเวียนอยู่ในใจ แต่ยังนึกไม่ออก
แต่ก็รู้สึกดีที่ได้แตกมันออกมาเป็นก้อนๆ เหมือนได้มองตัวเองจากภายนอก เผื่อจะหาวิธีจัดการกับความคิดตัวเองได้ดีกว่านี้ ถึงวันนึงที่เราผ่านจุดนี้ไปได้แล้วกลับมาอ่าน ก็ไม่รู้ว่าเราจะยังจำความรู้สึกที่เรามีตอนนี้ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าสักวันคงได้กลับมาอ่านมันแน่ๆ ถ้าไม่โดนลบไปเสียก่อน . . . January 31 Dear Somebody in the past...สองคืนแล้วที่คนคนนึงในอดีต กลับเข้ามาในความคิดในรูปแบบของความฝัน แต่ก็แปลกที่การได้พูดคุยกันในความฝันนั้น ทำให้เราได้คลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง นับตั้งแต่คนคนนี้เลือกเดินออกจากชีวิตเราไปเหมือนหลายปีก่อน ถ้ามองในแง่การใช้ชีวิตร่วมกัน คนคนนี้เป็นคนเดียวที่เป็นแรงผลักดันให้ชีวิตเราได้จริงๆ ในแง่ของความรู้สึก คนคนนี้ก็เป็นคนเดียวที่สามารถแสดงความรู้สึกว่ารักและห่วงใยเรา แต่จนถึงจุดนึง ที่ความห่างและระยะทางทำให้คนคนนั้นเปลี่ยน และเลือกที่จะทรยศความไว้ใจ สิ่งที่เราได้พบในความฝันเหมือนเป็นการทุบกำแพงที่เราปิดกั้นตัวเองเกี่ยวกับคนคนนี้ให้เปิด เวลาที่ผ่านได้เปลี่ยนสถานการณ์รอบๆตัวไปหมดแล้ว คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปล่อยความคิด .................................................... ขอบคุณที่ยังห่วงใยกันอยู่ และอยากให้รู้ว่าผมก็ยังรู้สึกแบบเดียวกัน ขอให้มีชีวิตที่ดี สิ่งดีๆสิ่งหนึ่ง ยังคงนึกถึงด้วยความรู้สึกดีๆเสมอนะ
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|