zarawut's profileMind's PrisonerPhotosBlogLists Tools Help

Mind's Prisoner

Macro  
Photo 1 of 18
May 31

โง่ - Silly fools

หลายครั้งที่เพลงที่ไม่ได้ตั้งใจจะเปิด ดังขึ้นมาถูกที่ถูกเวลา แล้วก็พาใจให้อินไปกับเนื้อเพลง....
วันนี้ก้าวขาขึ้นรถขับออกไป แผ่นซีดีที่ได้จากกระบะลดราคาที่คาอยู่ในเครื่องก็เล่นเพลงนี้ขึ้นมา
จากที่ไม่เคยคุ้นหูกับมันเลย แต่เนื้อเพลงมันค่อยๆปะติดปะต่อเรื่องราวจนเริ่มสะกิดใจ
"เฮ้ย!! แม่งชีวิตกรู อยู่ๆก็มีซาวด์แทร็กขึ้นมาด้วยเว้ยย"
แล้วนิ้วมือก็จิ้มไปที่ปุ่ม Repeat Track ปากก็เริ่มแหกปากร้องท่อนฮุคกระท่อนกระแท่น
พยายามจำเนื้อเพลงแล้วแหกปากคลอดังลั่นรถไปตลอดทาง
 
บางครั้งการตอกย้ำแผลชีวิตตัวเองแบบร็อคๆนี่มันก็สะใจดีเหมือนกัน
My fucking Rock and Roll life never stop!!!! สู้ต่อไปเว้ยยยย
 
 
   

 

โง่ - Silly Fools
 
ไม่มีอะไรที่เธอต้องการ ถึงฉันพยายามเเค่ไหน
ทุ่มเทไปให้เธอหมดใจ ยิ่งเดินเข้าไปเเต่เธอยิ่งห่าง
ยิ่งเห็นช่องว่างที่กั้นเอาไว้ ฉันต้องทำอย่างไร
 
ใจเธอดังทะเลที่กว้างยิ่งนัก ความรักฉันเป็นเเค่ลมเท่านั้น
เป็นเเค่ลมที่มันพัดบางบาง ไม่มีทางจะไปถมทะเล
 
รู้เเล้ว รู้ว่าเธอไม่รัก ฉันช่างมันเถอะมันไม่สำคัญ
ก็บอกเลยว่าไม่มีคำว่าเสียใจ
ได้รักแท้ เเม้ที่สุดจะโชคร้าย
เเม้ใครด่าว่าบ้าไม่พอหรือไง
มีเพียงเหตุผลง่ายๆว่าฉันรักเธอ
 
ได้เป็นเเค่คนที่คอยเผ้าดู
เเละได้ช่วยเธอยามอ่อนล้า
มันก็มีค่ากับใจ
 
ไม่มีอะไรให้เธอชื่นชม
และฉันถมใจเธอไม่ไหว
เเต่ฉันก็ไม่ได้ขออะไร
 
ใจเธอดังทะเลที่กว้างยิ่งนัก ความรักฉันเป้นเเค่ลมเท่านั้น
เป็นเเค่ลมที่มันพัดบางบาง ไม่มีทางจะไปถมทะเล
 
รู้เเล้ว รู้ว่าเธอไม่รัก ฉันช่างมันเถอะมันไม่สำคัญ
ก็บอกเลยว่าไม่มีคำว่าเสียใจ
ได้รักแท้ แม้ที่สุดจะโชคร้าย 
เเม้ใครด่าว่าบ้าไม่พอหรือไง
มีเพียงเหตุผลง่ายๆว่าฉันรักเธอ
 
รู้เเล้ว รู้ว่าเธอไม่รักฉัน แต่ช่างมันเถอะมันไม่สำคัญ
มีเพียงเหตุผลง่ายๆว่าฉันรักเธอ
 
รู้เเล้ว รู้ว่าเธอไม่รัก ฉันช่างมันเถอะมันไม่สำคัญ
ก็บอกเลยว่าไม่มีคำว่าเสียใจ
ได้รักแท้ เเม้ที่สุดจะโชคร้าย
เเม้ใครกล่าวด่าว่าบ้าไม่พอหรือไง
มีเพียงเหตุผลง่ายๆว่าฉันรักเธอ
 
....โง่ไม่พอหรือไง มีเพียงเหตุผลง่ายๆ ว่าฉันรักเธอ.........


 

March 26

พอ(จริงๆ)เสียที

 
อีกครั้งในรอบไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ต้องรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าเสียเหลือเกิน
ไม่คิดจะโทษใคร หรือแม้แต่ตัวเอง ที่ทำเพราะความตั้งใจดี
ไม่อยากเสียความตั้งใจของตัวเองที่รับปากอะไรแล้วก็จะต้องทำให้จบ
ไม่อยากจะให้มีอะไรค้างคาใจ และไม่ได้คาดหวังอะไร
แต่ผลของมัน กลับออกมาในรูปแบบนี้ ก็คงต้องบอกตัวเอง
ให้หยุด และพอเสียที เลิกรับปากอะไร
ที่จะทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพแบบนี้อีก
น่าจะดีสำหรับทุกฝ่าย...
 
ผิดเองที่เข้าไปรบกวนชีวิตคนอื่น
คงเป็นวิธีที่เขาใช้บอกให้เราเลิกยุ่งกับเขาเสียที
แม้จะไม่ได้คาดหวังอะไร ก็ยังเจอเรื่องที่ทำให้รู้สึก
เจ็บปวดได้ไม่น้อยไปกว่าคราวที่คาดหวังเลย
คงเป็นผลจากกรรมที่เคยสร้างไว้
ไม่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้จะต้องชดใช้มันอีกนานสักแค่ไหน...
 
.........................................
 
 
March 23

Memories of Matsuko - โดน

     หลังเลิกงานก็มุ่งหน้ากลับบ้านโดยไม่มีความคิดจะแวะที่ไหน ถึงบ้านไวอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงปีที่ผ่านมา ความรู้สึก
ล่องลอยกลับมาวนอยู่ในหัวอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ค่อยได้อยู่กับตัวเองมานาน สติไม่ได้อยู่กับตัวเลย รู้สึกตัวอีกทีก็มานอนจมบนเตียง
มองเพดานอยู่ที่เดิม ลอยจนเหนื่อยก็ลุกขึ้นมาควานหาหนังปลายเตียงดูอีกจนได้
 

      นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนังจบแล้วรู้สึกว่ามีอะไรมากมายวนเวียนอยู่ในความคิด 'Memories of Matsuko' ดูจากหน้ากล่อง หน้า
หนังดูฉูดฉาดเป็นลูกกวาดพาให้คิดว่าเป็นหนังตลก พอเริ่มเปิดดูไปได้ซักพัก ก็พบว่าฉูดฉาดไม่ได้น้อยไปกว่าหน้ากล่องเลย แต่
เนื้อหาภายใต้ภาพแบบเซอร์เรียลฯ สีสันแบบลูกกวาด มีเพลงร้องคลอไปตลอดเรื่องประหนึ่งดูเทพนิยายสักเรื่อง กลับเป็นเรื่องราวที่
ค่อนข้างแรงขัดแย้งกับงานด้านวิช่วลอย่างฟ้ากับเหว ช่วงต้นจนถึงกลางเรื่องรู้สึกน่าอัดอัด ประดักประเดิด ผิดจริตจนแทบจะเลิกดู
ไปหลายหน แต่พอผ่านไปได้ซักระยะเริ่มมีความรู้สึกอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เรื่องราวเดินต่อไปแบบสุดจะคาดเดาพร้อมจะ
หักมุมเปลี่ยนทิศทางไปไหนก็ได้ตลอดเวลา ทำให้ช่วงหลังๆเริ่มมีสมาธิกับการดูมากขึ้น เริ่มชินกับวิธีการนำเสนอของหนัง เริ่มรับสาร
ที่แทรกเข้ามาในเนื้อหนัง และเริ่มมีเรื่องสะกิดใจและโดนเข้าอย่างจังในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว เป้า
หมายของเชีวิต ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าชีวิตอันแสนจะบัดซบของมัสซีโกะนี่มันช่างคล้ายๆกับตัวเอง แม้กระทั่งช่วงบั้นปลายที่ต้องจมอยู่กับตัว
เองหมกมุ่นและย้ำคิดย้ำทำอยู่กับปมเดิมๆของตัวเอง "นี่มันตัวกูตอนนี้เลยนี่หว่า?" หลายไดอะล๊อกในหนัง กลับกลายเป็นเหมือนมีด
ที่พุ่งออกมาสะกิดแผลใจ "จะโดนฆ่าตายก็ไม่เป็นไร ขอแค่ไม่ต้องอยู่คนเดียวก็พอ" เมื่อฟังจากปากคนอื่นมันดูน่าสมเพชอย่างเห็น
ได้ชัด แต่นั่นเป็นประโยคเดียวกันที่เราเคยบอกกับตัวเองมาหลายต่อหลายครั้ง หนังทำให้ได้คิดว่าที่ผ่านมาเราคิดถึงแต่ความตกต่ำ
ความขาดความต้องการอยากได้อยากมีจนทำให้ตัวเองจมปลักอยู่กับความทุกข์ซ้ำๆซากๆ คิดถึงแต่ตัวเองมากเกินไปขนาดไหน...
สรุปรวมๆ งานด้านวิช่วลเรื่องนี้จี๊ดจ๊าดชวนปวดตับอย่างแรง เนื้อหาก็แรงไม่ใช่น้อย เหมาะสำหรับคนกำลังท้อแท้กับชีวิต ได้พลังใจยิ่ง
กว่ากินเครื่องดื่มชูกำลัง...
 
     คุณค่าของชีวิตไม่ด้วัดจากการได้รับ แต่มาจากการได้ให้อะไรกับโลกใบนี้บ้าง..... เป็นสารที่หนังแอบใส่เข้ามาตั้งแต่กลางเรื่อง
โดยที่ไม่มีอะไรสะกิดใจ แต่ถูกมาดึงให้เด่นชัดขึ้นพร้อมๆกับการสรุปเรื่องราวของหนัง เกิดการตั้งคำถามกับตัวเองตามมาอีกมากมาย
ที่สำคัญสติที่ล่องลอยก่อนที่จะเริ่มหยิบหนังเรื่องนี้มาดู กลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง เหมือนมีอะไรมาปัดกวาดสิ่งที่ขวางหูขวางตา พอ
ให้เห็นช่องทางเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกครั้ง ความรู้สึกน้อยเนื่อต่ำใจ จิตตก ท้อแท้กับชะตาชีวิตตัวเองเริ่มจางลงไปหลายส่วน มีกำลัง
ให้สูดหายใจได้อย่างเต็มปอดอีกครั้ง. . . เอาวะลองสู้กับชีวิตดูอีกสักตั้ง L(^_^ L)  ฮึย!!!
 
 

Midnight Sun - ไม่หลับไม่นอน

นอนไม่หลับ เลยหยิบมาดูต่ออีกเรื่อง... ได้มาจากกองหนังปลายเตียงอีกเช่นเคย
 
 
Midnight Sun ก่อนดูไม่รู้จักอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย บนกล่องเขียนอะไรไว้บ้างก็ขี้เกียจจะดู ชื่อไทย "24 ชม. ขอรักเธอทุกวัน" ออกทะเลมากๆ ไม่ได้เกี่ยวไรกับชื่อเรื่องและเนื้อเรื่องเลยแม้แต่น้อย สงสัยว่าคนตั้งชื่อกำลังอินเลิฟกับพนักงานเซเว่น พล๊อทเรื่องก็มาแบบสูตรสำเร็จที่มักเห็นบ่อยๆ นางเอกเป็นโรคร้ายที่ชื่อ XP (แค่ชื่อโรคก็ชวนปวดจิตแล้ว) ไม่สามารถโดนแสงแดดได้ ได้แต่แอบมองไอ้หนุ่มคนหนึ่งจากหน้าต่างห้องนอน ส่วนกลางคืนออกไปนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงแถวสถานีรถไฟ จนวันหนึ่งทั้งสองก็ได้เจอหน้ากันตัวเป็นๆ เปิดเรื่องมาแบบนี้ที่เหลือก็เดาเรื่องกันไม่ยากแล้ว ปรกติถ้ามาสูตรนี้ ส่วนใหญ่ก็เค้นกันแบบเศร้าเอาตายกันไปข้างนึง กะว่าคราวนี้น้ำตาได้แตกเป็นปี๊บแน่ๆ แต่เรื่องนี้กลับไม่ได้ไปทางแนวนั้น น้ำหนักจะไปทางด้านสดใส เล่นกับการทำให้คนดูรักตัวละครหลักในเรื่องให้ได้ ก่อนที่จะส่งตัวละครคนนั้นไปสวรรค์แบบเรียบๆ มีฉากเรียกรอยยิ้มออกมาเก็บแต้มเป็นพักๆ บวกกับเพลงประกอบที่กะขายเต็มที่ แต่ก็น่าจะขายจริงๆ เพราะตัวนางเอกในเรื่องนอกจากหน้าตาน่าเอ็นดูแล้วยังเสียงเพราะอีกต่างหาก เพลงก็ติดหูดีทั้งๆที่ฟังไม่ออก พระเอกออกแนวหล่อใส แสนดี แต่ไร้มิติไปหน่อย ภาพรวมของหนังเหมือน MV ยาวๆเรื่องนึงที่ดูได้เพลินๆ งานด้านภาพยังออกไปในโทนสดใสสวยงาม ภาพเมืองมุมกว้าง กับทะเลยามเย็นเรื่องนี้สวยเอาเรื่อง ช่วงเปิดเรื่องไปจนถึงกลางๆปูมาได้ค่อนข้างดี  แต่พอช่วงหลังๆเริ่มเป๋ๆ จนที่ปูมาก็เสียเปล่า น้ำหนักตัวละครแต่ละตัวก็เบาบางจนจับแก่นสารอะไรไม่ค่อยได้ ที่เซ็งเป็ดที่สุดก็ตรงซีนอารมณ์ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ก็เลยไม่ค่อยได้เศร้ากับมันอย่างที่ต้องการ . . . แอบผิดหวังที่น้ำตาไม่แตก .....
 
ตั้งแต่ช่วงกลางๆเรื่องสมาธิการดูก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มัวแต่หันมาดูหน้าจอคอมฯแทบจะทุกนาที พร้อมกับพยายามบอกตัวเองให้หยุดฟุ้งซ่าน และหยุดทำอะไรให้มันพาตัวเองถลำลึกไปกว่านี้ ดูหนังไปข่มใจไป โคตรสนุกเลย มาดีขึ้นหน่อยตอนช่วงสิบนาทีสุดท้ายของหนังที่ไม่มีอะไรมาทำให้สมาธิแกว่งแล้ว แต่ถ้าอาการสมาธิยังแกว่งจนข่มตาหลับไม่ได้แบบนี้ แววว่าพรุ่งนี้ต้องไปนั่งแฮงค์ปวดหัวนรกแตกอยู่ที่ออฟฟิซค่อนข้างแน่ แถมไอ้เจ็กบ้าที่แผนกนั่นก็ยังไม่กลับจากสาขา ต้องอยู่ทำงานหัวฟูคนเดียวอีกแล้ว วันลาก็โดนแคนเซิลไปเรื่อยๆ เซ็งชีวิตจริงๆ
 
ว่าแต่คืนนี้จะนอนหลับมั๊ยวะเนี่ย T_T
 
March 22

Rainbow Song - Shinji Iwai (อย่างนี้มันต้องถอน)

"ชักไม่แน่ใจว่าตัวเองว่าเป็นพวกชอบความเจ็บปวดเหมือนที่โดนคนรอบข้างรุมประนามจริงๆหรือเปล่า?"

ณ เวลาที่กำลังรู้สึกแย่ทางจิตใจ ความรู้สึกตอนที่รู้ว่ากำลังสูญเสียความรักอีกครั้ง คลื่นอารมณ์และความรู้สึกที่ค่อยแทรกผ่านเส้นประสาทแผ่กระจายออกไปทั่วร่าง ไม่ต่างกับตอนที่อยู่ในภาวะที่กำลังกลัวอะไรซักอย่าง เหมือนกำลังติดอยู่ท่ามกลางความมืดตามลำพัง ความกดดันที่ทำให้รู้สึกหนาวเข้าไปบีบหัวใจ จิตที่พยายามกดไว้ให้สงบนิ่งกำลังจะเริ่มฟุ้งซ่านออกไปไกล . . .

เพื่อหยุดความฟุ้งซ่านของตัวเองระหว่างนอนมองเพดานอยู่ที่ห้อง หมดความรู้สึกอยากออกไปเจอโลกภายนอก ใจมัวแต่พะวงรอแต่อะไรที่มันคงไม่มีวันจะเกิดขึ้น ผมตัดสินใจหาหนังรักมาดู โชคร้ายที่ตอนนี้หนังส่วนใหญ่ที่ซื้อเก็บตุนไว้ถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของ เหลือแค่เพียงไม่กี่เรื่องที่กองอยู่ปลายเตียง เป็นกองดีวีดีหนังที่ผมได้มาเป็นประจำตอนแวะเวียนเข้าไปเดินดูที่แผนกซีดีตามห้าง ส่วนใหญ่แทบไม่มีเวลาได้ดูมัน ในกองนั้นเองก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเข้าข่ายหนังที่ตอบสนองความต้องการผมได้ตอนนี้ ปิดไฟห้องให้มืดสนิท เปิดพัดลม ยัดแผ่นเข้าไปในเครื่อง แล้วก็ลืมเรื่องราวชีวิตห่วยๆๆในโลกแห่งความจริง หลบเข้าไปอยู่ในอีกโลกนึง ซึ่งก็มีคนที่ชีวิตไม่ได้ห่วยน้อยไปกว่าผมสักเท่าไหร่....

'Rainbow Song' ของ Shunji Iwai ชื่อ ผกก พอจะคุ้นตาบ้างแต่ก็ไม่ได้รู้จักเป็นพิเศษ ชื่อไทย 'กว่าจะรู้ว่ารัก (เพื่อน)' ซึ่งตั้งได้ห่วยแตก มักง่าย บอกเล่าเรื่องราวของหนังโดยไม่จำเป็น จากข้อมูลหน้ากล่อง เป็น ผกก. เรื่อง Love Letter ซึ่งก็จำได้ว่าเคยดู เป็นหนังรักที่ยังพอมีอะไรให้จดจำบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้คาดหวังอะไรกับหนังมากนัก แล้วเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง กับเรื่องราวระหว่างอิชิดะไอ้หนุ่มโลเลทำตัวไร้แก่นสาร แต่เสือกมุ่งมั่นกับการไล่จีบสาวหน้าตาดี (เวร เสือกสันดานคล้ายกันอีก) กับ อาโออิ สาวอนาคตไกลผู้มีความฝันอยากเป็นนักสร้างหนังที่แอบรักฝ่ายแรก แต่ก็ไม่เคยปริปากอะไรนอกจากส่งสารอ้อมๆไปโดยที่ไอ้บ้านั่นก็โง่เกินไปที่จะสังเกตุ เรื่องราวถูกเล่าผ่านสายตาและก็ค่อยๆพาอารมณ์ความรู้สึกคล้อยไปกับเรื่องราวความรักที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเปิดเผยต่อกันจนกระทั่งมันสายเกินไป หนังบอกจุดจบของมันตั้งแต่เกริ่นเรื่องแต่ก็ไม่วายยังดึงอารมณ์ให้เสียน้ำตาเล็กๆจนได้ในช่วงปิดท้ายของเรื่อง อารมณ์เศร้าแค่พอสะกิดใจไม่ถึงกับฟูมฟายเศร้าเอาเป็นเอาตาย  แต่พอบวกเข้ากับอารมณ์ที่มันปริ่มๆ อัดอั้นอยากระบายมาหลายวัน น้ำตาก็ล้นออกมาจนได้ในที่สุด ถามว่าหนังดีมั๊ย ก็ตอบว่าทำได้ดีในแนวทางของมัน ถ้าหนังรักแบบเศร้าๆผมจะชอบทางฝั่งเอเชียมากกว่า เพราะมันโดนใจมากกว่าหนังฝรั่งที่ผมจะอินไปกับทางโรแมนติกคอเมดี้เสียมากกว่า  หนังเดินเรื่องไปแบบเรียบๆง่ายๆ เหมือนพาคนดูไปร่วมเดินอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดในฐานะเพื่อนคนนึง และได้รับรู้เรื่องความรักห่วยๆของคนทั้งคู่ไปพร้อมๆกัน ผมเลือกฟังเสียงญี่ปุ่นทั้งๆที่ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วไล่อ่านซับเอา แทนที่จะฟังเสียงพากย์จากพันธมิตร เพราะรู้สึกว่ามันได้ฟิลในการดูมากกว่า อยากได้ยินอารมณ์จากน้ำเสียงจริงๆของคนแสดง ที่มักจะหายไปค่อนข้างเยอะเวลาดูแบบพากย์ไทย. . .

หลังจากดูจบ "รู้สึกดีเว้ย!" ไม่รู้ว่าเพราะว่าในโลกนี้มันยังมีเรื่องราวชีวิตห่วยๆกว่าเราอีกหลายร้อยหลายพันเรื่อง หรือรู้สึกที่ได้ระบายน้ำตาที่มันอัดอั้น ปริ่มแล้วปริ่มอีก จากผลกรรมที่ไปคาดหวังโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งๆที่รู้ตัวดีอยู่แล้วตั้งแต่แรกว่า ไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ได้ยินจากคนที่ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่ควรคาดหวังอะไรกับสิ่งที่ตัดสินใจทำไป ควรพอและรับความสุขจากการให้และหยุดเพียงแค่นั้น แต่ก็เปล่า ไอ้หัวใจห่วยๆของผมมันก็ยังไม่วายแอบคาดหวัง และสุดท้ายก็ต้องมานั่งจมปลักอยู่กับความรู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่แบบนี้. . .

หรือว่า จริงๆแล้วผมชอบความเจ็บปวดอย่างที่ถูกรุมประนาม(วะ)?

 

zarawut Piromrit

Occupation
Location