More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Mind's PrisonerPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

Mind's Prisoner

June 18

Just believe in destiny...

นานมากแล้วที่ไม่ได้แวะมาระบายอะไรที่นี่ คงเพราะชีวิตที่มันราบเรียบเสียจนไม่รู้จะเขียนอะไร
คุยกับผู้คนน้อยลง แทบไม่ได้ใช้โทรศัพท์เกินห้านาทีเลยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตส่วนใหญ่
ก็วนเวียนอยู่กับออฟฟิซและร้าน แล้วก็หมกมุ่นอยู่กับปัญหาเรื่องร้าน ที่นับวันยิ่งมีลูกค้าน้อยลง
เปิดเทอมแล้วก็ยังไม่ค่อยจะดีขึ้นเท่าไหร่ และเหนื่อยบรรลัย เมื่อคืนกว่าจะได้นอนเกือบตีสี่ ใช้เวลา
ไปกับการล้างจานกองพะเนิน แล้วก็เก็บกวาดร้าน ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เปิดเทอม
ก็เริ่มมีคำถามกับตัวเองบ่อยครั้งขึ้นว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันคุ้มเหนื่อยแล้วเหรอ? โดยเฉพาะเวลาที่เพื่อนชวน
ไปไหนแล้วไปไม่ได้ เพราะไม่อยากปิดร้าน แถมเปิดร้านไปก็ไม่มีคน ยิ่งร้านเพื่อนข้างๆมีคนมากกว่าก็ยิ่ง
กดดันความรู้สึกตัวเองเข้าไปใหญ่ เริ่มมีความรู้สึกว่าอยากเลิกทำแว่บเข้ามาในหัวบ่อยครั้งขึ้น แล้วก็จะรู้สึก
ดีขึ้นเวลามีคนมากินแล้วกินหมด หรือ มีคนชมว่าอร่อย ก็ทำให้มีกำลังใจทำต่อไปได้อีกซักพักก่อนที่จะกลับ
มารู้สึกเหมือนเดิมอีกเป็นพักๆ สรุปว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะแฮปปี้กับการทำอาหารให้คนอื่นกินเสียมากกว่า
จะคาดหวังรายได้อะไร เพราะดูๆแล้วถ้ายังทำคนเดียวแบบนี้ไปเรื่อยๆ ยังไงก็ไม่มีทางได้กำไรอะไรมากมาย
เพราะสปีดในการทำของตัวเองมันช้าเอามากๆ ถ้ามากันสี่คนจานสุดท้ายจะออกเอาก็ตอนที่คนที่2กินหมดพอดี
ในขณะที่จานที่สามหมดไปแล้วค่อนจาน T_T ดูจากสีหน้าและแววตาคุณลูกค้าที่มาเป็นหมู่คณะแล้ว คงไม่แฮปปี้
กันเท่าไหร่
 
ตั้งใจจะเขียนเรื่องนึงดันมาออกเรื่องร้านอีกจนได้ หลากหลายความคิดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว
ก็เป็นอีกหนึ่งความคิดที่วนเวียนกันเข้ามาในหัว ระหว่างที่นั่งหง่าวไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ส่วนใหญ่ก็
จะเริ่มจากความรู้สึกที่ว่าทำไมไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเลยวะ แล้วก็พาลนึกย้อนไปถึงความผิดพลาด
ครั้งเก่าๆ ให้ความรู้สึกของการโดนทรยศ หักหลัง โดนทิ้ง ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งมันสะเทือนใจเล่น
แล้วก็จบด้วยความคิดที่ว่าจะยังมีโอกาสได้พบเจออะไรแบบนั้นอีกหรือเปล่า?
 
แล้วทำไมมันถึงไม่มาซักทีวะ นี่ก็เกือบสองปีแล้ว จะบอกว่าไม่มีใครผ่านเข้ามาเลยก็ไม่เชิง
แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวเราเองเสียมากกว่า เพราะจะว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดมาไม่เคยจีบผู้หญิงเชิงรุกเลย
แม้แต่ครั้งเดียว ฟังดูไม่น่าจะเป็นคนโดนแฟนทิ้งมาแล้วถึงสี่คนได้เลย แต่เราก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เวลาสนใจใคร
ก็ไม่เคยที่จะพูดอะไรตรงไปตรงมา หรือแสดงอาการแบบให้เห็นได้ชัดเจนเลยซักครั้ง อาศัยใช้ความเอาใจใส่
แสดงออกพอให้แค่รู้สึกระคายบริเวณผิวหนัง จนทนรำคาญไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเริ่มเองเสียทุกครั้ง
เพิ่งจะมารับรู้เอาทีหลังว่าเป็นลักษณะที่น่ารำคาญอย่างหนึ่งในความรู้สึกของผู้หญิง แต่ถึงจะรู้ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยน
แปลงอะไรได้ มันเป็นสันดานที่ถูกฝังลงใน DNA ตั้งแต่เกิดเสียแล้ว จะให้ลุกขึ้นมากล้าทำอะไรตอนนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก
ตั้งแต่จำความได้ ก็โดนปลูกฝังให้เป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเสียแล้ว ไม่ว่าจะพ่อ แม่ พี่ ครูที่โรงเรียน และ ฯลฯ มักจะ
กรอกหูด้วยคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีแต่ข้อให้ติ มีแต่ข้อด้อยเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น จนทำให้รู้สึกเชื่อไปตามนั้นจริงๆ
สุดท้ายก็โตมาเป็นคนไร้ซึ่งความมั่นใจในตัวเอง ติดอยู่ในบุคคลิกและความคิด ไม่เคยมั่นใจเลยซักครั้งว่าตัวเองจะดีพอ
สำหรับใคร ไม่น่าจะพยายามหลอกตัวเองยังไงก็ยังไม่เซ้วอยู่ดี
 
ก็ด้วยนิสัยแบบนี้ หลายครั้งถึงต้องมานั่งโทษตัวเอง หรือนึกเสียใจทีหลังว่าทำไมตอนนั้นเราไม่พูดหรือทำอะไรบ้าง
เวลาได้รับรู้ว่าคนที่เรารู้สึกดีด้วย มีคนอื่นเข้ามาทำในสิ่งที่ควรจะทำแล้วก็พากันจากไป หนแล้วหนเล่า ถึงอย่างนั้นก็
ยังไม่สามารถจะก้าวข้ามแนวรั้วที่ปิดกั้นตัวเองออกไปได้เสียที
 
ทำได้ก็แค่เพียงรอคนที่ห้าที่จะหน้ามืดตามัวก้าวข้ามรั้วมา ซึ่งจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ได้แต่หวังว่าโชคชะตาคงจะไม่
ใจร้ายกันเกินไป อีกใจก็เตรียมคิดไว้แล้วว่าถ้าต้องแก่ไปคนเดียวจะไปอยู่วัดไหนดี T_T เฮ้อ ก็คงไม่แย่ขนาดนั้นหรอกนะ
"จงเชื่อมั่นในโชคชะตา" บอกตัวเองกรอกหูมันไว้ทุกวัน อีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว -_-'
March 24

ยิ่งรับรู้ก็ยิ่งเจ็บปวด

มันคงเป็นความซวยของผมเอง?

วันศุกร์
มีโทรศัพท์จากพัดมาทั้งๆที่ผมเพิ่งจะรู้สึกโล่งใจกับการลาออกไปของพัด และก็ไม่เคยคิดจะสืบหาจากใครว่าพัดไปไหน เพราะคิดว่ายังไงเสียพัดก็คงมีทางเลือกดีๆรออยู่มากมายอยู่แล้วกับการได้ทำงานในสายงานเซลล์ที่ได้พบปะผู้คนมากมาย การโทรมาครั้งนี้ทำเอาจิตใจที่มันสงบลงได้กลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง และจบลงด้วยการไปรับปากลงโปรแกรมโน๊ตบุคให้พี่ชายของพัด ทั้งที่ผมควรจะปฏิเสธไป เพราะเหตุผลมันฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เพราะพี่ชายนึกได้ว่าพัดรู้จักผมก็เลยวานให้พัดมาถาม

วันเสาร์
นั่งๆนอนๆสแตนบายรออยู่บ้านจนเย็น พัดโทรมาบอกว่า "เครื่องยังไม่ได้ชาร์จแบต พรุ่งนี้ค่อยนัดกันใหม่" หมดไปหนึ่งวันโดยไม่ได้ทำอะไร

วันอาทิตย์
ออกมาเดินสแตนบายรออยู่ในเมืองตั้งแต่สายๆ ร้อนก็ร้อนจนทนไม่ไหวต้องไปนั่งสิงสถิตย์อยู่ร้านกาแฟจนบ่ายสาม ก็ตัดสินใจไปรอต่อที่ร้าน และความซวยที่ผมพูดถึงมันก็เกิดขึ้นตอนนี้ ที่บังเอิญดันไปเห็นรถพัดจอดอยู่หน้าอพาทเม้นท์ที่ปากซอยร้าน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก และเพิ่งสังเกตุขึ้นมาได้ว่ามักจะเป็นวันอาทิตย์ และเพิ่งมานึกขึ้นได้ว่ามันน่าจะเป็นอพาทเม้นท์ของไอ้ฝรั่งหัวเตียนท่าทางกุ้ยๆที่เห็นพัดควงไปไหนมาไหนบ่อยๆ ตกเย็นขับรถออกมาตีแบดก็ยังจอดอยู่ที่เดิม ตีแบดเสร็จกลับไปนั่งรอที่ร้านจนสี่ทุ่มก็ยังไม่โทรมา ขับรถออกมาก็ยังจอดอยู่ที่เดิม แน่นอนจินตนาการด้านลบมันก็ทำงาน ความรู้สึกแย่ๆเริ่มหลั่งสารบั่นทอนความสุขออกมา จนตอนนี้ก็เที่ยงของอีกวันแล้ว ก็ยังไม่มีโทรศัพท์มาจะให้ทำ หรือไม่ให้ทำ หรือจะยังไง นี่ตกลงเราเป็นตัวอะไร? ไหนจะเรื่องที่ไปเห็นมาอีก มันยิ่งบวกเข้าไปกับอารมณ์น้อยอกน้อยใจในโชคชะตา ว่าทำไมชีวิตกูมันถึงได้บัดซบเยี่ยงนี้ เวรกรรมอะไรที่ก่อไว้มันยังไม่หมดไปอีกหรือ?


นั่งอยู่กับตัวเองทบทวนความคิดอีกครั้งก็พบว่าผมยังปลงไม่ได้กับอะไรหลายๆอย่าง

- ยังอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสิ่งที่พัดทำกับคนอื่นๆ กับสิ่งที่พัดทำกับผมตอนที่คบกัน ว่ามันต่างกันมากมาย ในขณะที่ผมทำทุกอย่างเพื่อพัด แต่ไม่เคยได้รับอะไรกลับมา แต่สิ่งที่ผมเห็นพัดทำกับคนอื่นมันช่างแตกต่างตรงกันข้ามกับที่เคยอยู่กับผมเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนถึงพรรณาความรักที่มีต่อผู้ชายคนใหม่เสียมากมายลงบล๊อก ขับรถพาไปไหนมาไหน ไปฝ่ายไปหาถึงที่แล้วใช้เวลาอยู่ด้วยเป็นวันๆ ฯลฯ แล้วก็มานั่งเสียใจกับความเขลาของตัวเอง

- ยังอดเศร้าไม่ได้กับสิ่งที่พัดเป็นในวันนี้ มันยืนยันความจริงหลายๆอย่างที่พัดเคยพูดไว้ตอนนั้นมีแต่คำพูดที่ไม่เป็นความจริง เคลือบแคลงไปถึงเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องว่ามันมีเรื่องอะไรที่จริงบ้างที่ออกมาจากปากพัด?

- อดน้อยใจในโชคชะตาไม่ได้ว่าทำไมเราคิดและปราถนาดี ให้ความรักที่จริงจังกับคนที่เราเลือกแล้ว และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้ทุกอย่างทั้งๆที่มีอะไรหลายอย่างที่เราเคยบอกตัวเองว่ารับไม่ได้ เราก็ตัดสินใจให้อภัยได้หมดทุกเรื่อง ขอแค่เขาจริงใจกับเราแบบเดียวกันก็พอ แต่สุดท้ายเรากลับโดนทำกลับคืนแบบนี้ ทำไมคนเราถึงได้โหดร้ายต่อกันได้ขนาดนี้

- โกรธตัวเองที่เลิกรักคนคนนี้ไม่ได้เสียที ทั้งๆที่มันไม่น่าจะเหลืออะไรควรค่าให้รักเลยแม้แต่น้อย

- โกรธชะตาชีวิตตัวเอง ทำไมต้องมารับรู้แต่เรื่องที่บันทอนจิตใจเกี่ยวกับคนคนนี้อยู่ตลอดเวลา นี่มันก็ปีกว่าผ่านไปแล้ว ยังไม่หมดเวรหมดกรรมเสียที

 

.........................................................................................

February 14

Valentine day


วาเลนไทน์อีกแล้ว เท่าที่เคยจำได้เราไม่เคยมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับวาเลนไทน์เลย เพราะเราไม่เคยคิดว่ามันเป็นวันสำคัญ
และความคิดนี้มันทำให้ใครหลายคนในอดีตรู้สึกเสียใจ และเท่าที่จำได้มีสองครั้งที่วาเลนไทน์เป็นช่วงเวลาที่เรากำลังทุกข์
ทรมานกับการสูญเสียความรัก กำลังดิ้นรนเพื่อกอบกู้มันกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรนอกจากความทรงจำร้ายๆที่เพิ่มขึ้น
การอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีความสุขกับเรื่องที่เรากำลังทุกข์นี่มันเป็นอะไรที่หัวเราะไม่ออกเลยจริงๆ
 
ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่วันนี้จะผ่านไปอย่างไร้ความหมาย  ผู้คนมากมายต่างส่งคำอวยพรมาให้ รวมถึงใครบางคนจากอดีต ความทรงจำ
บางอย่างถูกสะกิดให้นึกถึงผ่านเข้ามาทำให้รู้สึกเหงา แล้วก็โหยหาสิ่งที่เรียกว่าความรักขึ้นมาบ้าง แต่ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันคงไม่มี
ได้แต่บอกตัวเองว่าซักวันก็คงจะได้มีวาเลนไทน์ที่ดีกับเขาบ้าง . .  .
 
Here comes the day of love again
for me it always the day of lose love
plenty of sad memories in my mind
and this year it still meaning nothing to me
but never mind, I used to with it...
 
For the day of love this year
I wish you get the better life
better love and better opportunities
wish all your dream comes true
all the good things happen to you from now till forever...
 
Happy Valentine Day....
February 12

One year....

แล้วก็ผ่านไป 1 ปีเต็มกับการจากไปของใครบางคน
แต่ในชีวิตจริง หลายเดือนที่ผ่านมา คนคนนั้นยังวนเวียนอยู่รอบๆตัว
ไม่เคยมีครั้งไหนที่เจอ แล้วทำใจให้ปรกติได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
 
เคยถามตัวเองว่าทำไมถึงยังเห็นคนคนนี้
เป็นคนธรรมดาคนนึงเหมือนคนทั่วไปไม่ได้เสียที
ยังคงเสียสมาธิ จิตสับสน ไปจนถึงจิตตก
อยากเดินหนีออกไปที่ไหนไกลๆไม่รับรู้เรื่องราวอะไรอีก
ยิ่งพยายามหาคำตอบ ก็ยิ่งคลุมเครือเลือนรางหาความชัดเจนไม่ได้
 
* เรายังรักคนคนนี้อยู่ ก็คงใช่ เพราะเราไม่เคยเลิกรักใครได้ง่ายๆเลยสักครั้ง
ถ้าเป็นเรื่องนี้ ก็คงต้องใช้เวลารอให้ใครสักคนเข้ามาแล้วทำให้เรารักได้อีกครั้ง
แต่มันก็คงไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนี้หายไป เพียงแค่กลบฝังมันลึกลงไปในใจ
ห่อหุ้มมันไว้ด้วยเปลือกแห่งกาลเวลา เมื่อมีอะไรมาสะกิด มันก็จะเล็ดรอด
ออกมาได้อีกเป็นระยะๆ
 
* รู้สึกเศร้ากับสิ่งที่เขาเป็น ก็อาจจะใช่อีก จากสิ่งที่ได้ยินมาเราอยากให้เขามีชีวิตที่ดีกว่านี้
เราไม่เคยรู้มาตลอดว่าเป้าหมายในชีวิตของคนคนนี้คืออะไร จริงๆแล้วนี่อาจจะเป็นสิ่งที่
เขาต้องการก็ได้ การตัดสินคนอื่นด้วยมุมมองของตัวเองโดยเฉพาะคนที่เราแคร์มากๆ
ก็มีแต่จะทำร้ายตัวเราเองเปล่าๆ พยายามบอกตัวเองว่าเขาดูแลตัวเองได้ แต่บางครั้ง
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก สุดท้ายก็ต้องอาศัยเวลาและเรื่องราวอื่นๆที่ไหลกันมาตาม
สายธารเวลาค่อยๆพัดเอาเรื่องพวกนี้ไหลผ่านความคิดเราไป
 
* โกรธ ความรู้สึกนี้อาจจะมีอยู่บ้างลึกๆในใจ แต่มันก็ถูกแปรรูปให้กลายเป็นความเสียใจ
น้อยใจ กับสิ่งที่เขาเคยทำกับเราไว้ ทั้งๆที่รู้ว่าเรามีแต่เจตนาจิตที่ดีให้กับเขามาตลอด
ถึงแม้ว่าการกระทำหลายๆอย่างที่เขาทำกับเรามันจะเลวร้าย แต่ก็ไม่เคยถึงจุดที่ทำให้
เราเกลียดคนคนนี้ได้เลยสักครั้ง ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เราถึงต้องยอม และให้อภัย
กับทุกๆเรื่องที่เขาทำได้ตลอด หลายคนบอกให้หัดโกรธเสียบ้าง คิดในแง่ร้ายเสียบ้าง
มันก็คิดได้แต่มันก็จะถูกย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว เหลือแต่ความรู้สึกขื่นๆในใจให้ปวด
แปลบๆในร่างกายเวลานึกถึง
 
* อยากให้เขากลับมา มีหลายครั้งที่จิตตกและอ่อนแอ ก็อดรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ การอยู่คนเดียว
บนโลกโดยไม่มีใครให้ได้เปิดใจบางครั้งมันก็เหงาเกินไป โชคยังดีที่คราวนี้เรายังมีเพื่อน
มีสังคมอยู่บ้าง มีกิจกรรมอื่นๆที่ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลามา
นั่งจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้มากนัก แต่เมื่อไรที่ต้องอยู่กับตัวเองและความรู้สึกนี้เข้ามา
ก็มีแต่ต้องใช้ความจริงบอกกับตัวเอง นึกถึงคำพูดทุกคำที่เขาพูดตอนที่เขาเลือกที่จะไป
เราไม่เคยเป็นสิ่งที่เขาต้องการ นั่นคือความจริงที่ต้องยอมรับ ถึงมันจะเจ็บปวดบ้างแต่
มันก็หยุดความคิดฟุ้งซ่านได้ชะงัก เหลือไว้แต่ความเจ็บปวดในใจที่ต้องปล่อยให้มัน
ทำร้ายเราไปจนมันจางหายไปเอง
 
ยังอาจจะมีแง่มุมอื่นๆที่คิดวนเวียนอยู่ในใจ แต่ยังนึกไม่ออก
แต่ก็รู้สึกดีที่ได้แตกมันออกมาเป็นก้อนๆ เหมือนได้มองตัวเองจากภายนอก
เผื่อจะหาวิธีจัดการกับความคิดตัวเองได้ดีกว่านี้
 
ถึงวันนึงที่เราผ่านจุดนี้ไปได้แล้วกลับมาอ่าน ก็ไม่รู้ว่าเราจะยังจำความรู้สึกที่เรามีตอนนี้
ได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าสักวันคงได้กลับมาอ่านมันแน่ๆ ถ้าไม่โดนลบไปเสียก่อน . .  .
January 31

Dear Somebody in the past...

สองคืนแล้วที่คนคนนึงในอดีต กลับเข้ามาในความคิดในรูปแบบของความฝัน
อาจจะเป็นเพราะ อีเมล์สั้นๆฉบับนึงที่คนคนนั้นเพิ่งส่งมาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

แต่ก็แปลกที่การได้พูดคุยกันในความฝันนั้น ทำให้เราได้คลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง
ที่มีต่อคนคนนี้ มากกว่าที่เราได้คิดในความเป็นจริงเสียอีก

นับตั้งแต่คนคนนี้เลือกเดินออกจากชีวิตเราไปเหมือนหลายปีก่อน
เราหลีกเลี่ยงที่จะใช้เวลาในการทบทวนความรู้สึกตัวเองเกี่ยวกับคนคนนี้มาตลอด

ถ้ามองในแง่การใช้ชีวิตร่วมกัน คนคนนี้เป็นคนเดียวที่เป็นแรงผลักดันให้ชีวิตเราได้จริงๆ
ในแง่ของความฝัน อาชีพการงาน ไม่ว่าเราจะนึกอยากทำอะไรคนคนนี้จะคอยเป็นแรง
ให้ทั้งในด้านกำลังใจ และด้านกำลังกาย หลายอย่างที่เรามีความมั่นใจมากขึ้นในตอนนี้
ก็เริ่มต้นมาจากแรงผลักดันของคนคนนี้

ในแง่ของความรู้สึก คนคนนี้ก็เป็นคนเดียวที่สามารถแสดงความรู้สึกว่ารักและห่วงใยเรา
ออกมาได้อย่างชัดเจน แม้แต่คนรอบข้างก็ยังรู้สึกได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่คนคนนี้มีทำให้
เรารู้สึกสบายใจและเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงนึง
ในการใช้ชีวิตร่วมกับใครซักคนที่ผ่านมา

แต่จนถึงจุดนึง ที่ความห่างและระยะทางทำให้คนคนนั้นเปลี่ยน และเลือกที่จะทรยศความไว้ใจ
ที่เรามีให้ มันส่งผลให้เรายากที่จะกลับไปไว้ใจเขาได้อีก เราปิดกั้นตัวเองแม้แต่ความคิดเกี่ยวกับ
คนคนนี้ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์อะไรเข้ามาทำให้คิด จนกระทั่งสองสามวันนี้

สิ่งที่เราได้พบในความฝันเหมือนเป็นการทุบกำแพงที่เราปิดกั้นตัวเองเกี่ยวกับคนคนนี้ให้เปิด
ออกมาอีกครั้ง เรื่องดีๆที่มีกับคนคนนี้ทะลักล้นออกมาวนเวียนในความคิดอีก ความรู้สึกโหยหา
เล็กๆก็ออกมาด้วยเช่นกัน ทำให้ต้องมานั่งเขียนระบายอยู่ตอนนี้

เวลาที่ผ่านได้เปลี่ยนสถานการณ์รอบๆตัวไปหมดแล้ว คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปล่อยความคิด
เหล่านี้เอาไว้ นอกจากต้องก่อกำแพงปิดมันไว้อีกครั้ง ทิ้งไว้แค่ร่องรอยเล็กๆเอาไว้ในเสปซแห่งนี้
แล้วให้เวลาทำหน้าที่ของมันต่อไปอีกครั้ง

....................................................

ขอบคุณที่ยังห่วงใยกันอยู่ และอยากให้รู้ว่าผมก็ยังรู้สึกแบบเดียวกัน ขอให้มีชีวิตที่ดี สิ่งดีๆสิ่งหนึ่ง
ที่ทำให้ผมสบายใจได้ทุกวันนี้ก็คือ คุณมีชีวิตที่ดี ดีกว่าตอนที่อยู่กับผมเสียอีก มีคนที่รักและห่วงใย
มีหน้าที่การงานที่ดี ก็ขอให้ชีวิตหลังจากนี้มีแต่เรื่องดีๆเกิดขึ้นต่อไป . . .

ยังคงนึกถึงด้วยความรู้สึกดีๆเสมอนะ

 

View more entries